บอลยูโร

บอลยูโร

บอลยูโร คืออะไรกันนะ

บอลยูโร ใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับการลุ้นแชมป์ บอลยูโร 2020 ศึกชิงถ้วยรางวัลแห่งศักดิ์ศรีที่ได้ถูกเลื่อนจากปี 2020 ไปจัดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2021 ซึ่งแฟนบอลสามารถติดตามเต็งแชมป์บอลยูโรได้ที่ UFABETS5 ที่จะมีการเตรียมอัปเดตข่าวสาร ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ที่ทันใจ ซึ่งในระหว่างการรอคอยการแข่งขันที่ใกล้จะมาถึงคุณสามารถพนันคาสิโนสดลุ้นเงินรางวัลได้อย่างต่อเนื่อง

กีฬาฟุตบอลที่เห็นเล่นกันอยู่ทุกวันนี้ จริงแล้ว มีการเล่นแข่งขันกันมาเนิ่นนานแล้ว มีจัดการแข่งขันชิงแชมป์ ชิงถ้วยรางวัลของรายการต่าง ๆ อยู่มากมาย มีทั้งถ้วยเล็ก และ ถ้วยใหญ่ ในปัจจุบันนี้ รายการแข่งขันของฟุตบอล ที่จะมีทีมแต่ล่ะประเทศมาเข้าร่วมเแข่งขันกัน ก็จะมีอยู่ไม่กี่รายการใหญ่ ๆ ที่ผู้คนทั่วทุกมุมโลกต่างให้ความสนใจกัน และน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าฟุตบอลโลกเลย ก็คือ ฟุตบอลยูโร นั้นเอง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ บอลยูโร เป็นรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุด จะว่าไม่แพ้รายการฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นรายการที่รวบรวมทีมชาติต่าง ๆ ในทวีปยุโรป เข้ามาฟาดแข้งกันเพื่อหาทีมเดียวที่เป็นผู้ชนะ ซึ่งแน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบฟุตบอลลีกยุโรปก็ต้องรู้จักกันดี และ มีความผูกพันกับนักเตะทีมชาติแต่ละทีมกันอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่า ประวัติ และ ความเป็นมาของฟุตบอลยูโรเป็นอย่างไรกันบ้าง

จุดเริ่มต้นของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ บอลยูโร

บอลยูโร หรือ ฟุตบอลยูโร ที่ชาวไทยถนัดเรียกกันนั้นมีชื่อเต็มจริง ๆ ว่า ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (European Football Championship) เป็นการจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลแบบทีมชาติของแต่ละประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปี โดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และ จะเว้นช่วงจากการแข่งขันฟุตบอลโลกของฟีฟ่า 2 ปี เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) รากฐานของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1956 ก่อนที่จะเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกขึ้นมาในปี ค.ศ. 1960 ในชื่อว่า ฟุตบอลยูโรเปียนส์ เนชั่นส์ คัพ โดยเริ่มต้นรูปแบบการแข่งขันยังเป็นระบบการเล่น เหย้า และ เยือน ในรอบต้น ๆ ก่อนที่จะมีการเล่นแบบน็อกเอาต์ในรอบรองชนะเลิศ บุคคลที่ผลักดันให้มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในชาติเป็นกลางขึ้นมาคือ อองรี เดอ โลเนย์ จากสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และ ทำให้การแข่งขันรอบสุดท้ายครั้งแรกมีขึ้นที่เมืองน้ำหอม ในปี ค.ศ. 1960 โดยเป็นการพบกันระหว่าง สหภาพโซเวียต กับ ยูโกสลาเวีย ซึ่งผลลงเอยด้วยชัยชนะของทีมจากแดนหลังม่านเหล็กในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1

บอลยูโร 1
อองรี เดอ โลเนย์ (Henri Delaunay) เป็นผู้ริเริ่มให้จัดการแข่งขันฟุตบอลยูโรขึ้นเป็นครั้งแรก

ในปี ค.ศ. 1964 ได้มีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวในเกมกีฬา เมื่อ กรีซ ปฏิเสธที่จะเล่นกับ แอลเบเนีย หลังมีสงครามระหว่างประเทศ โดยการเล่นรอบชิงชนะเลิศ จัดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และแชมป์ก็ตกเป็นของเจ้าภาพที่เอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-1 จากนั้นในปี ค.ศ. 1968 ได้เปลี่ยนชื่อการแข่งขันจากฟุตบอลยูโรเปียนส์ เนชั่นส์ คัพ มาเป็น ยูฟ่า ยูโรเปียนส์ แชมเปี้ยนชิพ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันเป็นแบบแบ่งกลุ่มโดยมี 8 สาย และแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะเข้ามาเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่ต้องแข่ง 2 นัด ก่อนเข้ารอบตัดเชือก โดยแชมป์ครั้งนี้เป็นของเจ้าภาพ อิตาลี ที่เอาชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 ในนัดรีเพลย์ หลังเกมแรกเสมอกัน 0-0 ฟุตบอลยูโร ค.ศ. 1972 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเบลเยียม ยังคงใช้รูปแบบการแข่งขันเหมือนที่ผ่านมา โดยแชมป์ตกเป็นของ เยอรมัน ตะวันตก ที่ถล่ม สหภาพโซเวียต ไปอย่างขาดลอย 3-0 จากการทำประตูของ แกร์ด มุลเลอร์ คนเดียว 2 ลูก จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา รอบชิงชนะเลิศมีขึ้นที่ยูโกสลาเวีย โดยที่ เชโกสโลวะเกีย เสมอ เยอรมัน 2-2 ก่อนที่จะมีการดวลจุดโทษครั้งแรก และ แชมป์ก็ตกเป็นของ ขุนพลเช็กในที่สุด

มาถึงศึกยูโร 1980 ได้เริ่มใช้ระบบการแข่งแบบใหม่ โดย 8 ทีมจะต้องมาเล่นรอบสุดท้าย ที่ประเทศอิตาลี และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 กลุ่ม นำแชมป์ของแต่ละกลุ่มมาเล่นรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งปรากฏว่า เยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ไปครองหลังเฉือนชนะ เบลเยียม 2-1 จนกระทั่งในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศส ได้มีการเปลี่ยนระบบการแข่งขันให้ 2 ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดของทั้ง 2 กลุ่ม เข้ามาเล่นในรอบ ตัดเชือก และในที่สุดเจ้าบ้านซึ่งนำทีมโดย มิเชล พลาตินี่ ก็ชนะ สเปน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ได้อย่างงดงาม จากนั้นในปี ค.ศ. 1988 เยอรมันตะวันตก ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบ้างโดยใช้รูปแบบเหมือนครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แฟนบอลเมืองเบียร์ต้องอกหัก ปล่อยให้ ฮอลแลนด์ ที่มีนักเตะชั้นเยี่ยมอย่าง มาร์โก แวน บาสเท่น, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ รุด กุลลิท คว้าแชมป์ไปครอง หลังเอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ มาถึงปี ค.ศ. 1992 ที่สวีเดน ได้เกิดตำนานเทพนิยายเดนส์ขึ้นมา หลังจากทีมชาติเดนมาร์ก ได้เข้าร่วมการแข่งขันกะทันหัน เนื่องจาก ยูโกสลาเวีย ถูกตัดสิทธิ์ โดยขุนพลเมือง “โคนม” สร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างเหลือเชื่อทั้งที่มีเวลา เตรียมตัวไม่นานนัก

ถึงศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันอีกครั้ง โดยมี 16 ทีมเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม และ 2 อันดับแรกของแต่ละสายจะได้เข้ามาเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นอกจากนั้น ยังมีการนำกฎ โกลเด้นโกล์มาใช้ครั้งแรกอีกด้วย และกฎนี้ก็ได้ใช้ตัดสินในรอบชิงชนะเลิศทันที โดยที่ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ หัวหอกเยอรมัน ซัดดับชีพ สาธารณรัฐเช็ก 2-1

จากนั้นในปี ค.ศ. 2000 ก็เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมโดย เบลเยียม และ ฮอลแลนด์ รับหน้าเสื่อคู่กัน จุดไคลแมกซ์ของการแข่งขัน ครั้งนี้อยู่ที่การทำประตูโกลเด้นโกล์ของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ที่พาฝรั่งเศส เอาชนะ อิตาลี พร้อมกับคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม การชิงชัย 11 สมัยที่ผ่านมา ทำให้ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลพูดกันว่าเพียงเติมบราซิล และอาร์เจนตินาลงไปในบรรดาทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของศึกยูโรแต่ละครั้ง เราก็จะพบกับฟุตบอลโลกอีกเวอร์ชั่นดี ๆ นี่เอง.

ทำเนียบของแชมป์ฟุตบอลยูโร

ปีที่แข่ง                             เเชมป์
  • ฟุตบอลยูโร 1960                    ฝรั่งเศส
  • ฟุตบอลยูโร 1964                    สเปน
  • ฟุตบอลยูโร 1968                    อิตาลี
  • ฟุตบอลยูโร 1972                   เยอรมนีตะวันตก
  • ฟุตบอลยูโร 1976                    เชโกสโลวะเกีย
  • ฟุตบอลยูโร 1980                    เยอรมนีตะวันตก
  • ฟุตบอลยูโร 1984                    ฝรั่งเศส
  • ฟุตบอลยูโร 1988                    เนเธอร์แลนด์
  • ฟุตบอลยูโร 1992                    เดนมาร์ก
  • ฟุตบอลยูโร 1996                    เยอรมนี
  • ฟุตบอลยูโร 2000                    ฝรั่งเศส
  • ฟุตบอลยูโร 2004                    กรีซ
  • ฟุตบอลยูโร 2008                    สเปน
  • ฟุตบอลยูโร 2010                    สเปน
  • ฟุตบอลยูโร 2012                    สเปน
  • ฟุตบอลยูโร 2016 โปรตุเกส

ขอขอบคุณบทความสาระบอลยูโร โดย ufa168

เครดิต >>> https://ufabets5.com/ufa168/